อาการหูอื้อ เป็นอาการที่ผู้ป่วย รู้สึกถึงความผิดปกติของหู เป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจงของโรคใดโรคหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยอาจใช้คำว่าหูอื้อได้หลายความหมาย  

หากพิจารณาตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2542 คำว่า “อื้อ” เป็นคำวิเศษณ์ แสดง อาการที่รู้สึกมีเสียงดังอยู่ในหู ฟังสิ่งใดไม่ได้ยิน แต่ตามความเข้าใจของคนทั่วไป หมายถึง หูอื้อคล้ายมีน้ำในหู หรืออยู่ในห้องที่เงียบสนิททำให้มีอาการหูอื้อ เสียงดังรบกวนในหู หรืออาการที่หูไม่ได้ยินเสียง 

ลักษณะอาการ

  1. หูอื้อคล้ายมีน้ำในหู เป็นอาการแน่นหู (aural fullness) มีน้ำในหูชั้นกลาง (serous otitis media) หรือช่องหูชั้นนอกอุดกั้น
  2. อาการที่หูไม่ได้ยินเสียง หูจึงอื้อ ซึ่งมักจะเกิดร่วมกันทั้งภาวการณ์สูญเสียการได้ยิน และเสียงดังรบกวนในหู (tinnitus)
  3. อาการหูอื้อขณะอยู่ในห้องที่เงียบสนิท เป็นอาการปกติของระบบการได้ยิน (physiologic tinnitus) ซึ่งคนปกติก็สามารถรับรู้ได้ 
  4. อาการมีเสียงดังรบกวนในหู (tinnitus) ซึ่งมีทั้งที่มีสาเหตุจากอาการปกติของระบบการได้ยิน (physiologic) และจากการมีความผิดปกติของระบบการได้ยิน (pathologic)
  5. อาการที่หูได้ยินเสียงก้อง (echo) หรือภาวะการรับฟังเสียงภายนอกดังผิดปกติ (hyperacusis) ซึ่งผู้ป่วยจะรู้สึกว่าได้ยินเสียงดังกว่าปกติในขณะที่คนทั่วไปได้ยินเสียงนั้นดังพอดี 

(ข้อมูล จากตำราโสต ศอ นาสิกวิทยา ฉบับเรียบเรียงใหม่ครั้งที่ 1 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี)

สาเหตุของอาการหูอื้อ
ในทางการแพทย์จัดเป็น 2 กลุ่ม ได้ดังนี้

1) การอุดกั้นสัญญาณเสียง ซึ่งจะเกิดในส่วนของหูชั้นนอก และหูชั้นกลาง เช่น ขี้หูอุดตัน หูชั้นนอกอักเสบจากการปั่นหูหรือว่ายน้ำบ่อย ๆ และหูชั้นกลางอักเสบจากหวัด เป็นต้น

 2) ความผิดปกติในส่วนอวัยวะรับเสียงในหูชั้นใน และหรือเส้นประสาทนำเสียงสู่สมอง

(ข้อมูลจากภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=486)

 

เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผู้เขียนขอจำแนกสาเหตุของการเกิดอาการหูอื้อ ดังต่อไปนี้

  • การแคะหู/ปั่นหูจนมีขี้หูอุดตันในช่องหู 
  • แก้วหูทะลุ
  • เป็นหวัด คัดจมูก 
  • สัมผัสเสียงดัง (เสียงเครื่องจักร เครื่องยนต์ หรือเสียงจากเครื่องขยายเสียง)
  • ใส่หูฟังเป็นระยะเวลานาน 
  • อาการหูอื้อที่เกิดหลังจากได้ยินเสียงดังมากๆ เช่น เสียงระเบิด เสียงประทัด 
  • การปรับเปลี่ยนระดับความดันอากาศอย่างรวดเร็ว เช่น การขึ้น/ลงลิฟท์จากชั้นสูงๆ หูอื้อขณะเครื่องบินกำลังบินขึ้น/ลง การดำน้ำลึก และขับรถขึ้น/ลงเขา
  • น้ำเข้าหู (หลังว่ายน้ำ/สระผม)
  • ได้รับอุบัติเหตุหรือการถูกกระทบกระเทือนที่หู เช่น โดนตบบ้องหู
  • อาการหูอื้อร่วมกับอาการหูตึง

เมื่อหูอื้อ ควรทำอย่างไร?

ดังที่กล่าวไปในข้างต้นว่าอาการหูอื้อเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งต้องแก้ไขตามสาเหตุ ดังนั้นเมื่อเรามีอาการหูอื้อ ขั้นแรกให้ลองค้นหาสาเหตุของอาการหูอื้อด้วยตนเอง และแก้ไขเบื้องต้นด้วยตนเองดูก่อน 

  1. กรณีหูอื้อร่วมกับเป็นหวัด อาการหูอื้อจะดีขึ้นและค่อยๆหายไป เองหลังจากหายจากหวัดแล้ว
  2. กรณีสัมผัสเสียงดังมา อาการหูอื้อจะหายไปได้เอง หลังจากพักหู 12 ชั่วโมง 
  3. กรณีหูอื้อจากการปรับเปลี่ยนแรงดันอากาศอย่างรวดเร็ว (ขึ้น/ลงลิฟท์ , เครื่องบินขึ้น/ลง , ดำน้ำลึก,ขับรถขึ้น/ลงเขา) ให้ทดลองเคลียร์หูด้วยตนเองโดยการทำ “วอลซอลวา” ( Valsalva maneuver) ซึ่ง เป็นการบังคับอากาศออกจากร่างกายด้วยการปิดปาก บีบจมูก แล้วพยายามหายใจออกทางจมูก อากาศจะพยายามหาทางออก โดยไปทางหูแทน วิธีนี้ใช้เพื่อปรับความดันภายในหูเมื่อเราเดินทางผ่านระดับความสูงที่ต่างกัน เช่น ขึ้นเครื่องบิน หรือ ดำลงไปในน้ำ 
  4. กรณีหูอื้อจากน้ำเข้าหู ให้เอียงศีรษะให้หูข้างที่น้ำเข้าขนานกับพื้น แล้วเขย่าตัวเบา ๆ เพื่อให้น้ำไหลออก หรือเอียงศีรษะข้างที่น้ำเข้าลงบนฝ่ามือ ใช้ฝ่ามือกดหูเบา ๆ แล้วคลายออก
    (ข้อควรระวังสำหรับวิธีนี้คือ ไม่ควรทำขณะที่ไม่ได้เอียงศีรษะขนานกับพื้นเพราะอาจทำให้น้ำไหลเข้าไปลึกกว่าเดิม)

หากทดลองแก้ไขด้วยตนเองแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ เนื่องจาก…

  • อาการหูอื้อที่เกิดจากหวัด ควรได้รับการตรวจหูเพื่อดูความผิดปกติในหูชั้นกลาง และตรวจภายในโพรงจมูกร่วมด้วยเนื่องจากมักพบจมูกอักเสบเรื้อรัง หรือไซนัสอักเสบได้บ่อยในภาวะดังกล่าว
  • อาการหูอื้อเกิดจากการที่มีขี้หูอุดตันภายในช่องหู แพทย์จะนำขี้หูออกให้ ในบางรายสามารถดูดหรือคีบออกมาได้เลย โดยหลังจากที่นำขี้หูออกเรียบร้อยแล้วอาการหูอื้อก็จะหายไปทันที แต่ในบางรายที่มีขี้หูแข็ง อาจต้องหยอดยาละลายขี้หูเพื่อให้ขี้หูอ่อนนุ่มก่อนจึงจะสามารถนำขี้หูออกได้
  • อาการหูอื้อที่เกิดหลังจากได้ยินเสียงดังมาก ๆ เช่น เสียงระเบิด เสียงประทัด หรือหูอื้อที่เกิดขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดร่วมกับมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือมีเสียงดังรบกวนในหู ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทาง โดยแพทย์จะตรวจช่องหูและอวัยวะอื่น ๆ เพื่อหาสาเหตุ จากนั้นจะส่งตรวจวัดระดับการได้ยิน และอาจส่งตรวจการทำงานของระบบประสาทหู และตรวจเลือดเพิ่มเติม
  • อาการหูอื้อร่วมกับอาการหูตึง ควรไปพบแพทย์ด้วยเช่นกัน เพื่อตรวจหาความผิดปกติอื่น ๆ ที่ทำให้ประสาทหูเสื่อมเร็วกว่าปกติ และรับการประเมินระดับการได้ยินว่าสมควรใช้เครื่องช่วยฟังหรือไม่ เพื่อเลือกชนิดของเครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยในแต่ละรายต่อไป

เคล็ดลับป้องกันการเกิดอาการหูอื้อ

  1. ไม่ควรแคะหูด้วยคัตตอนบัต หรือ ไม้แคะหู เพราะมักจะเอาขี้หูไม่ออก และจะยิ่งเป็นการดันน้ำและขี้หูให้เข้าไปลึกขึ้นกว่าเดิมและอาจทำให้เกิดแผลถลอก มีเลือดออกและมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม ซึ่งเรียกว่าเกิดภาวะหูชั้นนอกอักเสบได้ 
  2. ใส่ปลั๊กอุดหูขณะว่ายน้ำเพื่อป้องกันน้ำเข้าหู (swimmold)
  3. หลีกเลี่ยงการใช้หูฟังเป็นระยะเวลานาน แนะนำให้เปิดเสียงในระดับพอดี หรือฟังเสียงทางลำโพงแทน
  4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่เสียงดัง หากจำเป็นต้องทำงานในที่เสียงดังควรใส่อุปกรณ์ป้องกันหู เช่น ปลั๊กอุดหูลดเสียงดัง (ear plug) ที่ครอบหู (ear muff) เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าอาการหูอื้อสามารถเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ ซึ่งบางสาเหตุอาการหูอื้อที่เกิดขึ้นก็สามารถหายไปได้เอง และไม่เป็นอันตราย แต่บางสาเหตุก็สามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีอาการหูอื้อเกิดขึ้นผู้ป่วยจึงต้องสังเกต และจำแนกสาเหตุให้ชัดเจน เพื่อการแก้ไขที่ถูกต้อง และปลอดภัย

Tags

No responses yet

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *